CMYK คืออะไร?

ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราออกแบบจะสามารถนำมาวางหน้าแสงสว่างได้ ดังนั้น การออกแบบที่มีไว้สําหรับงานสิ่งพิมพ์ คือการออกแบบในโหมด CMYK ชื่อ CMYK มาจาก 4 สี: สีฟ้า (Cyan), สีม่วงแดง (Magenta), สีเหลือง (Yellow) และสีดํา (Key ซึ่งแทนจากคำว่า Black)
สีดําจะอยู่ในโหมดสีนี้เพราะแม้แต่การผสมสีอย่างดีที่สุดระหว่างสีฟ้า สีม่วงแดง และสีเหลือง (ซึ่งเป็นสีอ่อนทั้งหมด) ก็ไม่สามารถให้ผลลัพธ์เป็นสีดำสนิทได้
CMYK ใช้สีผสมแบบลบ (subtractive colors) ไม่ใช่สีผสมแบบเพิ่ม (additive colors) อย่าง RGB ถ้าเราเพิ่มค่าสีเข้าไปในโหมด CMYK เราจะได้ผลตรงกันข้ามกับผลลัพธ์ที่เป็นโหมด RGB คือเมื่อค่าสีมากขึ้น, ผลลัพธ์ในโหมด CMYK จะได้สีที่เข้มขึ้น นั่นก็เพราะว่าสีในโหมด CMYK จะดูดแสง เมื่อเติมหมึกสีเพิ่ม จะส่งผลให้สว่างน้อยลง การผสมสีระหว่างสีฟ้า สีม่วงแดง สีเหลือง จะได้สีน้ำตาลเข้ม
ค่าของ CMYK จะวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) ยกตัวอย่าง ค่า C: 100% M: 100% Y: 100% K: 100% จะได้สีขาว แต่กลับน่าสนใจที่ว่าเมื่อเซทค่า C: 0% M: 0% Y: 0% K: 100% ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นสีดำที่สุด สีดำสนิทอย่าง Rich Black หรือ Photoshop Black จะต้องเซท C: 75% M: 68% Y: 67% K: 90% แต่สีดำสนิทนี้มักไม่ได้ใช้กันเพราะปริมาณของหมึกสามารถทำให้กระดาษที่คุณภาพบางขาดทะลุได้
ตัวเลือกอื่น ๆ ในการเซทค่าที่ให้ผลเป็นสีดำคือ
Cool Black C: 60% M: 0%, Y: 0%, K: 100%
Warm Black C: 0% M: 60%, Y: 30%, K: 100%
Designer Black C: 70% M: 50%, Y: 30%, K: 100%
RGB คืออะไร?

หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงสีที่รูปภาพ และข้อความ ซึ่งเกิดจากการรวมกันของสีต่าง ๆ ระหว่าง สีแดง (Red), สีเขียว (Green), และสีน้ำเงิน (Blue) นี่คือที่มาของคำว่า RGB ดังนั้นสิ่งที่ออกแบบมาสําหรับหน้าจอ เช่น มือถือ นาฬิกาสมาร์ทวอช ทีวีดิจทัล ก็ล้วนได้รับการออกแบบในโหมดสี RGB หน้าจอจะแสดงภาพที่มีหลายร้อยพิกเซล (pixel) พิกเซลแต่ละพิกเซลมีพิกเซลย่อยสามพิกเซล ได้แก่ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีฟ้า พิกเซลย่อยเหล่านี้จะสว่างขึ้นในความเข้มที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสีพิกเซล ซึ่งค่าสูงสุดของทั้งสามพิกเซลจะทำให้แสดงผลเป็นจอดํา
ค่า RGB จะแสดงในช่วงระหว่าง 0 – 255 ซึ่งหมายความว่ามี 256 ระดับของแต่ละสีทั้งสามสี (สีแดง สีเขียว และสีน้ําเงิน) ที่สามารถรวมกันเพื่อสร้างสีบนสเปกตรัมระหว่างสีดําและสีขาว ซึ่งหมายความว่ามีสีมากกว่า 16 ล้านสีที่เป็นไปได้ในโหมดสี RGB ซึ่งนั่นเป็นตัวเลือกมากมาย
ตัวอย่างเช่น ค่า RGB สําหรับสีดํา คือ: R: 0 G: 0 B: 0 ซึ่งหมายความว่ามีแสงสีแดง 0% แสงสีเขียว 0% และแสงสีฟ้า 0% ถ้าจะพูดให้ง่าย ก็คือการที่ไม่มีแสงใด ๆ เลย จึงส่งผลให้เป็นสีดํา ส่วนการสร้างสีขาวนักออกแบบควรใส่: R: 255 G: 255 B: 255 นี่คือค่าสูงสุดที่เป็นไปได้ของแต่ละสีซึ่งหมายความว่าแสงของสีแดง สีเขียว และสีฟ้า ปรับให้สว่าง 100% จึงส่งผลให้เป็นสีขาวนั่นเอง
อีกวิธีหนึ่งในการคิดเกี่ยวกับโหมดสี RGB คือการอ้างถึงสีแดง, สีเขียว, และสีน้ำเงิน เป็นสีผสมแบบเพิ่ม (additive colors) ซึ่งหมายความว่า RGB จะสร้างสีอื่น ๆ โดยการเพิ่มปริมาณของสีแดง, สีเขียว, และสีน้ำเงินเข้าไว้ด้วยกัน
แล้ว CMYK กับ RGB ต่างกันอย่างไร?
CMYK เป็นโหมดสีที่เหมาะกับงานสิ่งพิมพ์ด้วยหมึก เช่น นามบัตร ถุงกระดาษ โบรชัวร์ โปสการ์ด กล่อง เป็นต้น ส่วน RGB เหมาะกับงานที่แสดงผลทางหน้าจอ
ยิ่งเติมสีเข้าไปมากในโหมด CMYK ผลลัพธ์จะได้สีที่เข้มขึ้น
ยิ่งเติมสีเข้าไปมากในโหมด RGB ผลลัพธ์จะได้สีที่อ่อนลง
CMYK มีค่าตัวเลขถึง 100 ขณะที่ RGB มีค่าตัวเลขถึง 256 ดังนั้นผลลัพธ์ของสีจากการที่มีค่าตัวเลขอยู่อย่างมากในโหมด RGB จึงเป็นไปได้ยากที่จะนำมาผลิตให้ได้แบบสีนั้นในโหมด CMYK
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยสำหรับนักดีไซเนอร์ทั้งหลาย คือการกำหนดค่าโหมดสีที่ผิดในการออกแบบ หรือการลืมแปลงค่าโหมดสีให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งจะทำให้สีที่ออกมาอ่อนซีดเกินไป หรือไม่ก็เข้มสดเกินไป

